ทดสอบ vs สอบเทียบ

ทดสอบ (Testing) และสอบเทียบ (Calibration) หลายท่านอาจจะได้ยินคำว่าทดสอบอยู่บ้างและอาจจะรู้ความหมายของคำนี้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับคำว่า สอบเทียบนั้นหลายท่านอาจจะยังไม่ทราบความหมายและสับสนกับคำๆ นี้อยู่หรืออาจจะเป็นคำที่พึ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายความหมายของของสองคำนี้อย่างง่ายๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องกันนะครับ

เริ่มแรกก็ขอเปรียบเทียบคำสองคำนี้คือ ทดสอบและสอบเทียบกับการที่เราซื้อรถยนต์นะครับ ก่อนที่เราจะซื้อรถยนต์นั้นก็ต้องเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราเมื่อตัดสินใจได้แล้วและทำการซื้อขายกันเมื่อทำการรับรถก็ต้องตรวจสอบว่าอุปกรณ์ต่างๆ หรือสเปค (Specification) ที่ได้รับมานั้นเป็นไปตามที่ผู้ผลิตได้โฆษณาไว้รึไม่ อันนี้อาจจะเรียกเป็นภาษาทางการได้ว่า “การตรวจรับ” และในส่วนของผู้ผลิตนั้นก่อนจะส่งสินค้าที่ผลิตได้ออกมาขายให้กับผู้บริโภค ทางผู้ผลิตก็ต้องมีการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ว่ามีความสามารถหรือการทำงานได้ตามที่ได้โฆษณาไว้หรือก็คือการควบคุมคุณภาพ หรือ QC นั้นเอง ซึ่งทั้งสองอย่างที่กล่าวมาก็คือการทดสอบ (Testing) ทั้งสิ้น

และเมื่อซื้อรถนั้นมาใช้งานสักระยะนึงแล้วเราก็จะนำรถเข้าตรวจสภาพที่ศูนย์เพื่อตรวจสอบการทำงานต่างๆ ให้มีสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลาก็เปรียบได้กับการสอบเทียบ (Calibration) เช่นเดียวกับเครื่องมือวัดต่างๆ ก่อนซื้อผู้ซื้อก็ต้องตรวจสอบหรือทำการทดสอบการใช้งานของเครื่องว่าเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ ทางผู้ผลิตก็ต้องมีการทดสอบด้วยเช่นกัน และเมื่อใช้งานไปซักระยะหนึ่งก็จะส่งเครื่องมือวัดนั้นเข้ามาทำการสอบเทียบเพื่อเป็นการยืนยันว่าเครื่องมือวัดนั้นๆ ยังทำงานได้ดีนั้นก็คือการอ่านค่าได้อย่างแม่นยำและเที่ยงตรง และยังเป็นการรับรองการทำงานด้วยว่าค่าที่อ่านได้จากเครื่องมือวัดนั้นๆ มีความถูกต้องใช้อ้างอิงได้และมีมาตราฐาน

การส่งเครื่องมือเข้าทดสอบหรือสอบเทียบนั้นมิใช่ว่าจะส่งไปทำการทดสอบหรือสอบเทียบที่ไหนก็ได้เพราะถ้าคุณต้องการการตรวจสอบที่เป็นสากลแล้วนั้นต้องมองหาห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตราฐานระดับสากลเพื่อเป็นการรับประกันได้ว่าจะมีการทดสอบหรือสอบเทียบที่เป็นมาตราฐาน หรือก็คือการได้รับการรับรองมาตราฐานห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17025

SI units และ การสอบกลับได้

เครื่องมือมาตราฐานที่นำมาทดสอบหรือสอบเทียบนั้นจะต้องสามารถสอบกลับได้ไปจนถึง SI unit (หรือก็คือหน่วยมาตราฐานทั้ง 7 ได้แก่ A, cd, K, kg, m, mol, s) สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้จาก SI base units คำว่าสอบกลับได้หลานท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยิน สอบกลับได้หรือ Traceability อธิบายง่ายๆ ก็คือการที่สามารถสืบหาเครื่องมือมาตราฐานที่นำมาทดสอบหรือสอบเทียบเครื่องมือของเรานั้นไปเลื่อยๆ เป็นทอดๆ จนสามารถอิงไปถึงหน่วยมาตราฐาน SI unit ได้นั้นเอง อ่านเพิ่มเติมได้จากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ สารานุกรมไทย : Traceability

Traceability pyramid

แล้วเราดียังไง

ซึ่งห้องปฎิบัติการสอบเทียบทางแสงของทาง บมจ. ทีโอที นั้นได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 ในขอบข่ายทางด้านแสงของเรานั้นคือ ได้รับการรับรองการสอบเทียบทางด้าน Optical Power เป็นแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นเพียงไม่กี่ห้องปฎิบัติการในเอเชียที่ได้รับการรับรองด้าน Optical Power เรามีเครื่องมือมาตราฐานที่ให้บริการตั้งแต่ระดับ Working Standard ไปจนถึง Primary Standard ซึ่งสามารถสอบกลับได้ไปจนถึง National Standard หรือเครื่องมาตราฐานระดับชาติ ซึ่งก็คือ สถาบันมาตราวิทยาแห่งชาติ

iso 17025 logo

บทความนี้เป็นเพียงการอธิบายและยกตัวอย่างให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ ถ้าท่านผู้อ่านสนใจเนื้อหาที่ละเอียดกว่านี้ก็ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ มาตราวิทยา


ความสะอาดกับเครื่องมือ

การปฏิบัติงานทางด้าน Optic นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสะอาด ทุกท่านทราบหรือไม่ว่าปัญหาอันดับต้นๆ ของการให้บริการด้วยโครงข่ายใยแก้วนำแสงนั้นเกิดมาจากปัญหาด้านความสะอาดของจุดเชื่อมต่อต่างๆ ไม่ว่าจะมาจาก ฝุ่น, คราบน้ำ, คราบน้ำมัน ที่เกาะติดอยู่บริเวณหน้า Connector หรือ อาจจะเกิดจากการทำความสะอาดใยแก้วไม่เพียงพอหรือผิดวิธีในขั้นตอนการเชื่อมต่อใยแก้ว (Fusion Splice) ทั้งสองอย่างนี้เป็นปัญหาหลักๆ ในการให้บริการ

clean optic

จากภาพจะเห็นได้ว่าบริเวณ Core ที่แสงใช้เดินทางในเส้นใยแก้วแบบ Single mode นั้นมีขนาดเล็กมาก (9µm) เมื่อเทียบกับเส้นผมของเรา (17µm-181µm) The Physics Factbook แล้วถ้าเกิดมีฝุ่นหรือสิ่งอื่นใดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไปบดบังการเดินทางของแสงก็จะทำให้คุณภาพในการให้บริการของเรานั้นลดต่ำลงดังนั้นผู้ปฏิบัติงานทางด้านแสงทุกท่านจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสะอาดเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติงาน

แล้วความไม่สะอาดที่ส่งผลต่อเครื่องมือของเราละ จะมาในรูปแบบไหนเราลองมาดูกันเลย ซึ่งเราจะลองไปสำรวจเครื่อง OTDR อันแสนราคาแพงและผ่านการทำงานมาอย่างโชคโชนเมื่อทำการใช้กล้อง Microscope ส่องดูบริเวณหน้าสัมผัส Connector ที่ไม่ได้ทำความสะอาดก่อนการวัดค่า เมื่อความสกปรกสะสมไปเลื่อยๆ สุดท้ายเครื่องมือเราก็จะอ่านค่าได้ผิดเพี้ยนแล้วใช้งานไม่ได้ ซึ่งก็ต้องส่งซ่อมซึ่งวิธีที่ทำกันโดยทั่วไปนั้นคือการตัดสาย Pigtail ภายในออกแล้วนำ Pigtail เส้นใหม่ Splice เข้าไปแทนซึ่งเป็นวิธี่ที่ยุ่งยากพอสมควร

clean optic2

ซึ่งทางห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือวัดทางแสงได้ประยุกต์วิธีการของโรงงานผลิตสาย Patch cord มาใช้ในการซ่อมแซมส่วนนี้โดยใช้วิธีการขัดหน้าสัมผัส Connector ก็จะลดความยุ่งยากในการเชื่อมต่อสายใหม่และสะดวกรวดเร็วมากกว่า สามารถสอบถ้ารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือวัดทางแสง 0-2581-6938 ครับ


การใช้งาน Optical Fiber Termination Kit

กดดูบทความเพิ่มเติมได้จาก link ด้านข้างเลยครับ > (บทความอุปกรณ์ OFTK แบบย่อ) (บทความอุปกรณ์ OFTK ฉบับเต็ม)

การติดตั้งฝั่งลูกค้าแบบเดิมนั้นจะใช้อุปกรณ์ Wall mount ในการเก็บรอยต่อระหว่างสาย Drop wire ที่ลากมาจากจุดต่อ SDP กับ ONU ที่บ้านผู้เช่าซึ่งรูปแบบเดิมนั้นมีต้นทุนที่สูงและเป็นจุดที่ก่อปัญหาในการติดตั้งได้หลายรูปแบบส่งผลให้เป็นจุดที่เกิดเหตุเสียขึ้นบ่อยครั้ง ทางส่วนบริการทดสอบและสอบเทียบ สถาบันนวัตกรรมทีโอที จึงได้ทราบเหตุอันเกิดขึ้นพร้อมทั้งได้รับคำปรึกษามากมายจากภูมิภาคจึงเกิดโปรเจก Termination kit นี้ขึ้น

OFTK

ทั้งนี้ในกระบวนการทำงานแบบใหม่นี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนวิธีการทำงาน และอุปกรณ์ Fusion Splicer เล็กน้อยโดยจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Holder สำหรับจับสาย Round Type ขนาด 3.5mm ของเครื่อง Fusion Splicer ในการทำงาน โดยทุกท่านที่สนใจสามารถชมวิธีการติดตั้งแบบใหม่นี้ได้จากวีดีโอตัวอย่างใน Youtube channal ของส่วนงานได้หรือสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ตามช่องทางติดต่อของ ส่วนบริการทดสอบและสอบเทียบ สถาบันนวัตกรรมทีโอที


การบำรุงดูแลรักษาเครื่อง Fusion Splicer

...Update soon...